วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ตัวอย่างข้อสอบอัตนัย


ข้อสอบอัตนัยมีจำนวน3หน้า

ประมาณเดือนพฤษภาคม 2548 นายพาล เหลือหลาย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด พาลโปรดักส์ชั่น ได้มาพบนางสาวอนงค์ เสียงใส อายุ 25 อยู่บ้านเลขที่ 33 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบารักกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและนิยมของคนทั่วไป และยังเป็นผู้ที่มีความประพฤติอยู่ในกรอบศีลธรรมประเพณีและวัฒนธรรมของหญิงไทย จนได้รับรางวัลศิลปินหญิงตัวอย่างดีเด่นด้านประเพณีและวัฒนธรรมของปี พ.. 2547 เพื่อติดต่อให้ไปร้องเพลงในงานคอนเสิร์ตที่ นายพาล เหลือหลาย จะจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 20 มิถุนายน 2548 แต่สาวอนงค์ เสียงใส จำเป็นต้องปฎิเสธเพราะติดงานอื่นอยู่ ทำให้นายพาล เหลือหลาย ไม่พอใจอย่างมาก
ในวันที่ 20 มิถุนายน 2548 เลาประมาร13.00 . ขณะที่นางสาวอนงค์ เสียงใส กำลังร้องเพลงแสดงคอนเสิร์ตอยู่บนเวทีศูนย์การค้าสยามพารากอน แขวงปทุมวัน เขตประทุมวัน กรุงเทพมหานคร ได้มีนายขาว บริสุทธิ์และนายดำ บริสุทธิ์ ซึ่งไม่เคยรู้จักกับนางสาวอนงค์ เสียงใส มาก่อน ได้เข้ามาชมคอนเสิร์ต และคนทั้งสองได้แกล้งตะโกนขึ้นพร้อมๆกันด้วยเสียงดังจนผู้ที่เข้ามาชมคอนเสิร์ต อยู่จำนวนมากได้ยินทั่วกันว่า”มันเป็นอีตัวมาร้องเพลงก็ดังได้โว้ย”ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 20.00 . ของวันเดียวกัน เมื่อนางสาวอนงค์ เสียงใส แสดงคอนเสิร์ตเสร็จแล้วได้เดินมาเกือบถึงรถยี่ห้อ บี เอ็ม ดับเบิลยู หมายเลขทะเบียน ส..1234 กรุงเทพมหานคร ของตนซึ่งจอดอยู่ที่ลานจอดรถในศูนย์กรค้า ปรากฏว่านายขาว บริสุทธิ์ และนายดำ บริสุทธิ์ ได้ตามนางอนงค์ เสียงใส มาและตรงเข้ารุมชกต่อยใบหน้าและเตะเข้าที่แขนและลำตัวของนางสาวอนงค์ เสียงใสหลายครั้ง ทำให้นางสาวอนงค์ เสียงใสได้รับบาดเจ็บ ที่ใบหน้ามีบาดแผล ซี่โครงขวาหักสองซี่ และข้อมือซ้ายหัก จนนางสาวอนงค์เสียงใส สลบไป เมื่อนางสาวอนงค์เสียงใส สลบไปแล้วนายขาว บริสุทธิ์ และนายดำบริสุทธิ์ ยังได้ช่วยกันเอาเหล็กขูดขีดรถยนต์องนางสาวอนงค์ เสียงใส รอบคัน รวมทั้งหลังคารถ จนตัวรถเป็นรอยขีดลึกถึงเนื้อเหล็ก
นางสาวอนงค์ เสียงใส ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 1 เดือนต้องเสียค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลไป 400,000 บาท และต้องกกลับมารักษาตัวต่อที่บ้านอีกเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งต้องเสียค่ารักษาพยาบาลอีก 200,000 บาท และมีรอยแปลเป็นบนใบหน้าอย่างถาวร นอกจากนั้นในช่วงที่รักษาตัวยังไม่สามารถแสดงคอนเสิร์ตตามที่ตกลงงานไว้แล้วได้และต้องขาดรายได้ไป300,000 บาท และนางสาวองค์ เสียงใสยังต้องจ่ายค่าซ้อมรถยนต์ไปอีก100,000บาท
ในวันที่ 21 มิถุนายน 2548 นางสาวอร เสียงใส อายุ22 ปีน้องสาวของนางอนงค์ เสียงใส และอาสัยอยู่บ้านเดียวกันกับนางสาวอนงค์ เสียงใส ได้มาพบนางสาวอนงค์ เสยงใส ได้มาพบว่าท่านซึ่งเป็นทนายความชื่อนายธรรม ยุตธรรม ที่สำนักงานของท่านเล่าเหตุการณ์ที่เกิดกับพี่สาวให้ท่าฟัง และต้องการให้ท่านทำหนังสือมอบอำนาจเพื่อนำไปนางสาวอนงค์ เสียงใส ลงชื่อเป็นผู้มอบอำนาจให้นางสาวอร เสียงใส ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสืบสวนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทนเพราะนางสาวอนงค์ เสียงใส ต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งตั้งอยู่บ้านเลขที่ 22 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ท่านจึงได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ตามที่นางสาวอร เสียงใส ต้องการในวันนั้น โดยลงสถานที่ทำหนังสือมอบอำนาจที่โรงพยาบาลเลิดสิน
นางสาวอร เสียงใส ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ได้ร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ตามบันทึกประจำวันข้อ 5 ลงในวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบทราบว่านายขาว บริสุทธิ์ และนายดำบริสุทธิ์ กระทำการดังกล่าวต่อนางสาวอนงค์ เสียงใส เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2548 ทั้งหมดนั้น เนื่องจากนายพาล เหลือหลายเป็นผู้จ้างคนทั้งสองเพราะโกรธแค้นที่นางสาวอนงค์ เสียงใส ปฏิเสธ ไม่รับร้องเพลงในงานคอนเสิร์ตของตน
วันที่ 2 8 ธันวาคม 2548 นางสาวอนงค์ เสียงใส ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นทนายความดำเนินคดีกับผู้ที่ต้องรับผิดชอบท่านจึงจึงได้นำหนังสือบอกกล่าวทวงถามส่งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องและมีความรับผิดตามกฎหมายให้ชดใช้ค่าเสียหาย โดยส่งไปทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แต่ไม่มีผู้ใดชดใช้ค่าเสียหาย
ในวันที่ 10 มกราคม 2549 ท่านจึงได้ยื่นฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่ง กับผู้ที่เกี่ยวข้องและมีความรับผิดตามกฎหมายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อศาลที่มีเขตอำนาจ
คดีแพ่ง ท่าได้ยื่นฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ ค่ารักษาพยาบาลทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้าน , ค่าขาดรายได้จากการประกอบการงานและค่าซ้อมรถยนต์ ตามที่นางสาวอนงค์ เสียงใสต้องใช้จ่ายและเสียหาย และ ให้ชดใช่ค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินอีก1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันเกิดเหตุจนกว่าจะชำระครบถ้วน(ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 125,000 บาท)
เนื่องจากนายขาว บริสุทธิ์และนายดำ บริสุทธิ์ มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดชลบุรี ท่านจึงทำคำแถลงขอปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ณ ภูมลำเนาของจำเลยทุกคนและขอให้ส่งหมายข้ามเขต ไปใยฉบบเดียวกัน โดยแนบหลักฐานแสดงภูมิลำเนาของจำเลยทุกคนไปท้ายคำแถลง ยื่นต่อศาลพร้อมคำฟ้องคดีแพ่ง
ในคดีอาญาท่านยื่นฟ้องผู้ที่ต้องรับผิดชอบในข้อหาหมิ่นประมาท ทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัส และทำให้เสียทรัพย์ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 20 พฤษภาคม 2549
ปรากฏว่าในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549 พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้ที่กระทำความผิดทุกคนต่อนางนางสาวอนงค์ เสียงใส ตามที่ท่านฟ้องคดีอาญาไว้ ที่ศาลเดียวกันกับที่ท่านยื่นฟ้องคดีอาญาไว้ ในข้อหาเหมือนกันทั้งหมด เป็นคดีหมายเลขดำที่ 345/2549 ศาสนัดสืบพยานโจทก์ในคดีของพนักงานอัยการในวันที่1 พฤษภาคม 2549 ท่านได้ปรึกษากับนางสาวอนงค์ เสียงใส แล้วมีความเห็นตรงกันให้ถอนฟ้องคดีอาญาที่ท่านได้ยื่นฟ้องไว้เพื่อไปยื่นขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีที่พนักงานอันการยื่นฟ้อง
ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 ท่านจึงยื่นคำขอร้องต่อศาลเพื่อขอถอนคดีฟ้องอาญาพร้อมกับยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้อง ต่อศาล

คำสั่ง ให้ทำคำตอบทุกข้อ คำตอบข้อ 1 ให้ทำตามรูปแบบของหนังสือนั้นๆส่วนคำตอบข้อ2 ถึงข้อ 6 ซึ่งตามปกติต้องใช้แบบพิมพ์ของศาลให้ทำเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อหา
ข้อ1.หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ 7คะแนน
ข้อ2.คำฟ้องคดีแพ่ง และคำขอท้ายฟ้อง 28คะแนน
ข้อ3.คำแถลงขอปิดหมายและส่งหมายข้ามเขต 6คะแนน
ข้อ4.คำฟ้องคดีอาญา และคำขอท้ายฟ้อง 18 คะแนน
ข้อ5.คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญา 5 คะแนน
ข้อ6.คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีของพนักงานอัยการ 6คะแนน
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 83 ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันทั้งนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 84 ผู้ใดให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลงไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 91 เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กะทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฯลฯ
มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่ายกาย หรือ จิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางทาจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายอันตรายรับอันสาหัส ต้องระวาดทาจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี ฯลฯ
มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถุกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 358 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางทาจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น